ตร.พัทยา เอาจริง!! จับแก๊งพระเขมร 14 รูป เดินบิณฑบาตตอนตี4 ขอเงินต่างชาติตามบาร์เบียร์ คุมตัวมาโรงพักตรวจสอบพบเป็นพระจริงเข้าประเทศไทยโดยถูกกฎหมาย แต่พฤติกรรมหากินเป็นแก๊งทำความเสื่อมเสียต่อศาสนา ส่งตัวให้ พระครูพิศาล ฯ เจ้าคณะตำบล พิจารณาว่ากล่าว ย้ำครั้งนี้ให้อภัยไม่จับสึกพร้อมส่งกลับเขมรทันที สั่งห้ามกลับมาอีกหากเจอจับสึกและให้ตำรวจดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
พัทยา-วันนี้ (2 ม.ค. 55) เมื่อเวลา 04.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้ทำการตรวจสอบและควบคุมตัวพระสงฆ์สัญชาติกัมพูชา จำนวน 14 รูป ซึ่งเดินบิณฑบาตตามบาร์เบียร์ ริมชายหาดพัทยาและตรอกซอยต่างๆ ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคุมตัวมายัง สภ.เมืองพัทยา เพื่อทำการตรวจสอบหนังสือเดินทางและตรวจสอบว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอม ภายหลังมีชาวบ้านในพื้นที่เมืองพัทยาร้องเรียนว่าทุกวันช่วงเวลาประมาณตี 3 หรือตี 4 ซึ่งเป็นยามวิกาล หรือช่วงเวลาที่ฟ้ายังไม่สว่าง จะมีพระสงฆ์จำนวนหลายรูปคาดว่าเป็นแก๊งพระปลอมนั่งรถสองแถวมาเป็นกลุ่มลงที่บริเวณชายหาดพัทยาจากนั้นก็เดินแยกย้ายกันออกไปบิณฑบาตตามชายหาดพัทยา บาร์เบียร์ และซอยต่างๆ ที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อบิณฑบาตโดยจะขอเฉพาะปัจจัยเป็นเงินจากผู้ที่มีจิตศรัทธาเท่านั้น สร้างความเสื่อมเสียต่อศาสนาพุทธและภาพลักษณ์ของพระเป็นอย่างมาก จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ช่วยทำการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพระจริงหรือเป็นแก๊งพระต่างด้าวที่ปลอมเป็นพระออกมาหากินในเมืองพัทยา
ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 55 ที่ผ่านมา พล.ต.ต.จำนงค์ รัตนกุล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ยงยุทธ ได้พบและทำการจับกุมตัว พระสงฆ์สัญชาติกัมพูชาจำนวน 2 รูป ขณะเดินบิณฑบาตตอนตี 4 ขอเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติที่บริเวณซอย 8 ชายหาดพัทยา และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ให้ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องออกกวดขันตรวจสอบพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมออกมาเดินบิณฑบาตในยามวิกาล ฟ้ายังไม่สว่างให้แน่ชัดว่าเป็นพระจริงหรือไม่หกเป็นพวกใช้ผ้าเหลืองหากินโดยการปลอมตัวเป็นพระไม่ว่าจะเป็นพระไทยหรือพระต่างด้าวก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อเป็นช่วยกันกำจัดพวกใช้ศาสนามาหากินในทางที่ผิด

จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ต้องทำการตรวจสอบอย่างจริงจัง และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ทำการออกตรวจสอบสอบในช่วงเวลาประมาณ ตี 3-ตี 4 นั้นก็ได้พบพระสงฆ์ที่กำลังเดินบิณฑบาตอยู่ภายในซอย 8 ชายหาดพัทยาที่มีกลุ่มบาร์เบียร์เป็นจำนวนมากและยังพบว่ามีอีกหลายรูปที่กระจายอยู่ตามชายหาดและซอยบัวขาว ถนนวอล์คกิ้งสตรีท ย่านพัทยาใต้ คาดว่าน่าจะออกมาบิณฑบาตกันเป็นกลุ่มแก๊ง จึงได้ขอตรวจสอบบัตรสุทธิและตรวจสอบหนังสือเดินทางให้แน่ชัดว่าเป็นจริงหรือพระปลอมและแอบหลบหนีเข้าประเทศไทยหรือไม่ โดยจากการตรวจสอบพบว่าพระสงฆ์ที่ออกมาบิณฑบาตทั้งหมดนั้นเป็น พระสงฆ์สัญชาติกัมพูชาและมีบัตรสุทธิประจำตัวบวชมาจากประเทศกัมพูชาอย่างถูกต้อง ซึ่งส่วนใหญ่เพิ่งเดินทางเข้ามายังไม่เกิน 1 สัปดาห์ และขอเข้ามาอยู่ในเมืองไทยประมาณ 1 เดือน
จากการสอบถามพระสงฆ์สัญชาติกัมพูชาซึ่งพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างชัดเจน แจ้งว่าแต่ละรูปนั้นเดินทางมาจากประเทศกัมพูชาผ่านทาง ด่านบ้านแหลม จ.จันทบุรี และด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นชายแดนเขตติดต่อระหว่างไทย-กัมพูชา มันกันเป็นชุดละ 2-3 รูปแต่ยังอ้างว่าไม่ได้รู้จักกันมาก่อน หลังจากข้ามเข้ามาประเทศไทยได้ก็เดินทางมายังเมืองพัทยา ซึ่งบางรูปนั้นพักอยู่ที่วัดกระทิงลาย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และบางรูปอ้างว่าเพิ่งเดินทางมาครั้งแรกเพื่อมาหาเพื่อน แต่จากการสอบถามแล้วส่วนใหญ่นั้นไม่มีวัดพักจะพักปักกลดอยู่ตามป่าและออกมาหาบิณฑบาตพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ช่วงเวลา ตี 3 – 9 โมงเช้า ทุกวันก่อนแยกย้ายกันกลับ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อว่าพระทั้งหมดนั้นไม่รู้จักกันมาก่อนตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งเชื่อว่าพระสงฆ์ชาวกัมพูชากลุ่มนี้น่ารู้จักกันดีและเชื่อว่าน่าจะมีการชักชวนกันมาเป็นกลุ่มแก๊งโดยเข้ามาอย่างถูกกฎหมายและอาศัยผ้าเหลืองมาหากินอยู่ในเมืองพัทยา ไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่งและพฤติกรรมชัดเจนว่าอาศัยศาสนาหากินโดยการออกมาตระเวนออกบิณฑบาตกันตอน ตี 3 – 9 โมงเช้าเป็นประจำ

หลังจากคุมตัวมายัง สภ.เมืองพัทยา เพื่อทำการตรวจสอบหลักฐานอย่างละเอียดก็ไม่สามารถดำเนินคดีในความผิดใดได้เนื่องจากพระสงฆ์ชาวกัมพูชาทั้งหมด 14 รูปนี้เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เนื่องจากเข้าข่ายหากินกันเป็นกลุ่มแก๊งสร้างความเสื่อมเสียต่อศาสนา มีชาวบ้านและทางผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญพระสงฆ์ทั้งหมด 14 รูป ไปยังวัดชัยมงคล พัทยาใต้ เพื่อเข้าพบกับ ท่านพระครูพิศาล จริยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลนาเกลือ (เจ้าอาวาสวัดชัยมงคล) ) ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนกฎระเบียบของสงฆ์ โดยท่านพระครูพิศาล จริยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลนาเกลือ (เจ้าอาวาสวัดชัยมงคล) ได้ทำการสอบถามข้อมูลจากพระสงฆ์ชาวกัมพูชาอย่างละเอียด และทำการชี้แจงว่ากล่าวให้ทราบว่า เป็นพระไม่ควรทำผิดกฎระเบียบสงฆ์โดยเฉพาะในประเทศไทย ห้ามพระบิณฑบาตยามวิกาล ให้บิณฑบาตตอนฟ้าสว่างหรือตอนเช้าเท่านั้น โดยเฉพาะห้ามนอนพักตามโรงแรม ห้ามออกบิณฑบาตตามชายหาด หรือบาร์เบียร์ และสถานที่มีผู้คนกินเหล้าเมายาและอย่างเด็ดขาด หากทำเช่นนี้ก็จะดำเนินการจับสึกจากการเป็นพระสงฆ์ทันทีโดยไม่มีคำกล่าวอย่างใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งพระสงฆ์ชาวกัมพูชาก็ให้การน้อมรับและขอรับสารภาพผิด รับปากว่าจะไม่กลับมาเมืองพัทยาอีก
ทั้งนี้ ท่านพระครูพิศาล จริยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลนาเกลือ (เจ้าอาวาสวัดชัยมงคล) ได้พิจารณาทำการว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้พระสงฆ์ชาวกัมพูชาทั้งหมดประพฤติไม่เหมาะสมซ้ำอีกและให้บอกต่อไปยังพระชาวกัมพูชาห้ามเข้ามาในประเทศไทยโดยเฉพาะเข้ามาในเมืองพัทยาเพื่อหากินหรือประพฤติผิดเช่นนี้อีก เพื่อไม่ไห้ประชาชนหรือนักท่องเที่ยวต้องมองว่าพระสงฆ์ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย ซึ่งครั้งนี้ได้ให้อภัยในการประพฤติผิดของพระสงฆ์ทั้ง14รูปไว้ก่อนโดยไม่จับสึก แต่ได้สั่งให้พระทั้งหมดกลับประเทศกัมพูชาในทันทีและห้ามกลับเข้ามาประพฤติผิดเช่นนี้อีก หากพบว่ายังกลับเข้ามาเพื่อประสงฆ์ในการหากินอีกจะจับสึกและให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับพระที่จะมาก่อเหตุเช่นนี้อีก
ซึ่งท่านพระครูพิศาล จริยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลนาเกลือ (เจ้าอาวาสวัดชัยมงคล) ได้มอบเงินจำนวนหนึ่งเพื่อสมทบเป็นค่ารถเพื่อให้กับพระสงฆ์ชาวกัมพูชาทั้งหมดเดินทางกลับประเทศกัมพูชาจากนั้นได้ส่งตัวพระสงฆ์ทั้งหมดขึ้นรถตู้โดยสารเพื่อให้พาไปส่งยัง ด่านบ้านแหลม จ.จันทบุรี พร้อมกับสั่งการให้คนขับรถตู้ตรวจสอบดูให้แน่ชัดว่าพระสงฆ์ชาวกัมพูชาทั้งหมดได้กลับประเทศกัมพูชาไปจริงหรือไม่หากยังไม่ยอมกลับออกไปให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินดารตามกฎหมายทันที
Print This News