ชาวจีนติดกลุ่มประเทศฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลก ทุกๆ 2 นาที -ขณะกรมสุขภาพจิตเผย คนไทยหน่ายโลกฆ่าตัวตายวันละ 10 ราย คนแก่ฆ่าตัวตายสูงสุด “แขวนคอ” วิธีฮิต ส่วน 5 จังหวัดภาคเหนือครองแชมป์ “ลำพูน” มาอันดับ 1 ด้านองค์การอนามัยโลก ชี้ปี 2563 ภาวะเครียดจัดจะกลายเป็นอาการป่วยที่เกิดกับกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยมากเป็นอันดับ 2 ของโลกวันที่ 10 ก.ย. ของทุกปีเป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก โดยข้อมูลจากรัฐบาลจีนและสื่อของทางการจีนระบุว่า จีนมีอัตราการฆ่าตัวตาย 22.23 คน ต่อประชากรทุกๆ 100,000 คน หรือเฉลี่ยแล้ว มีคนจีนฆ่าตัวตาย 1 คนทุกๆ 2 นาที ทำให้จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลกทั้งนี้จำนวนชาวจีนที่ฆ่าตัวตายมีประมาณ 2 ล้านคนทุกปี แต่เสียชีวิตจริงๆ จากการฆ่าตัวตาย มีประมาณ 287,000 คนทุกปี จากประชากรจีนทั้งหมด 1,300 ล้านคน การฆ่าตัวตายยังเป็นสาเหตุการตายสูงสุดในกลุ่มคนอายุน้อยระหว่าง 15-34 ปี สาเหตุมาจากความกดดันสูงในเรื่องการเรียนและการหางานดีๆและอัตราการฆ่าตัวตายในเขตชนบทของจีนสูงกว่าในเขตเมือง 3 เท่า โดยการฆ่าตัวตายในชนบทของจีน มีสัดส่วนร้อยละ 75 ของการฆ่าตัวตายทั้งหมด การฆ่าตัวตายในจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ในช่วงที่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของจีนเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ วารสารสุขภาพ แลนเซ็ท ของอังกฤษ เคยระบุว่า จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลก คือ 20 คนต่อประชากร 100,000 คน ส่วนประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยได้แก่ลิทัวเนีย ฟินแลนด์ ลัตเวีย ฮังการีคาซัคสถานและญี่ปุ่น
ขณะที่ในยุโรปก็มีผู้ป่วยทางจิตจำนวนมาก โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานผลการวิจัยของ ดร.ฮันส์ อูลริช วิตต์เชน ผู้อำนวยการสถาบันจิตวิทยาและจิตบำบัดประจำมหาวิทยาลัยเดรสเด็นแห่งเยอรมนี ซึ่งตีพิมพ์ลงในวารสารของสมาคมเภสัชวิทยาทางจิตและประสาท (ENCP) ว่า ชาวยุโรปมีอาการป่วยทางจิตและระบบประสาท ทั้งความเครียด กังวล นอนไม่หลับ และจิตเสื่อมเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 165 ล้านคนต่อปี หรือ 38% ของประชากรในยุโรปทั้งสิ้น 214 ล้านคนใน 30 ประเทศ ได้แก่ สมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) 27 ประเทศ รวมถึงสวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์
ทั้งนี้ ผลวิจัยระบุด้วยว่าผู้มีอาการทางจิตในยุโรปที่ได้รับการบำบัดหรือรักษาทางการแพทย์มีประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมดเท่านั้น ทั้งที่ความผิดปกติทางจิตได้กลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่อันตรายสุดแห่งศตวรรษที่ 21 แต่บริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ทั่วโลกกลับพากันลดระดับการลงทุนด้านการค้นคว้าวิจัยการทำงานของสมองและผลกระทบต่อพฤติกรรม ทำให้รัฐบาลและองค์กรการกุศลเกี่ยวกับสุขภาพต้องรับภาระในการศึกษาวิจัยระบบสมองและระบบประสาทเพียงลำพัง โดยผลสำรวจครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2548 ระบุว่ารัฐบาลกลุ่มประเทศยุโรปต้องแบกรับค่ารักษาโรคที่เกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตเป็นเงินสูงกว่า 386,000 ล้านยูโร (ราว 162 ล้านล้านบาท) เป็นสาเหตุให้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้ป่วยทางจิตกลายเป็นภาระของสังคม เพราะอาการทางจิตส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ผลประเมินสถานการณ์ด้านสุขภาพประจำปี 2554 จัดทำโดยองค์การอนามัยโลก ยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่าภายในปี 2563 ภาวะเครียดจัดจะกลายเป็นอาการป่วยที่เกิดกับกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยมากเป็นอันดับ 2 ของโลก
ส่วนคนไทยนั้น นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยว่าหลังจากที่กรมจัดทำโครงการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายตั้งแต่ปี 2542 พบอัตราการฆ่าตัวตายลดลงจากปีละ 5,700 ราย ในปี 2553 เหลือเพียง 3,761 รายต่อปี เฉลี่ยวันละ 10 ราย โดยเพศชายมีอัตราฆ่าตัวตายอยู่ที่ 9.29 ต่อประชากรแสนคน สูงกว่าเพศหญิงที่มีอัตราอยู่ที่ 2.62 ต่อประชากรแสนคน เมื่อจำแนกตามช่วงอายุในกลุ่มเพศชาย พบว่า กลุ่มอายุ 80-84 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 75-79 ปี ตามด้วย อายุ 70-74 ปี
โดยภาคเหนือตอนบนยังเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดแม้ตัวเลขจะลดลง โดย 5 จังหวัดแรกที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด คือ คือ ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน และเชียงใหม่ ส่วน 5 จังหวัดที่มีอัตราฆ่าตัวตายต่ำสุด ได้แก่ ปัตตานี หนองคาย นราธิวาส ยะลา และพิจิตร ส่วน วิธีการฆ่าตัวตายสำเร็จมากที่สุด ได้แก่ การแขวนคอ/รัดคอ รองลงมา คือกินยาตายและยิงตัวตายกับอื่นๆ
ทั้งนี้ สิ่งที่กรมค้นพบและควรเร่งดำเนินการแก้ปัญหา คือ อัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มผู้สูงอายุอยู่ในอัตราสูงที่สุด เพราะผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกว่าไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ไม่มีเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่มีญาติมาเยี่ยมเยือน หรือไม่มีลูกหลานมาเอาใจใส่ดูแล จึงจำเป็นที่ลูกหลานหรือคนใกล้ชิดจะต้องทำให้ผู้สูงอายุรู้ว่าจะต้องอยู่ทำไม หรือควรไปเยี่ยมให้รู้สึกอบอุ่น อย่าให้จับเจ่าอยู่คนเดียว สาเหตุที่ภาคเหนือมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดนั้น ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่า ส่วนหนึ่งมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคเหนือที่มีวัฒนธรรมการรักษาภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ของตนเองค่อนข้างรุนแรง การที่ต้องเสียหน้าถือเป็นเรื่องที่แรงมาก ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก ประมาณว่าในแต่ละปีจะมีคน 1 ล้านคน เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายและมีการคาดการณ์ไว้ว่าในปี พ.ศ.2563 จะมีคนเสียชีวิตด้วยปัญหานี้ 1.53 ล้านคน ขณะที่สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายของอเมริกา ประมาณอัตราส่วนของผู้ที่พยายามทำร้ายตัวเองแต่ไม่สำเร็จมีสูงกว่าผู้ที่ทำสำเร็จถึง 25 เท่า ส่งผลกระทบถึงครอบครัวและผู้คนรอบข้างอีกประมาณ 10-20 ล้านคนในแต่ละปี
Print This News