แม้สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ ที่เป็นภัยพิบัติในหลายจังหวัด มีประชาชนเดือดร้อนมากกว่า 3 ล้านคน และความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ อาจจะถูกมองว่าเป็นสถานการณ์ที่ เหมือนกับเข้ามาเป็นรายการ“พักยก” ทางการเมืองเพราะในจังหวะที่รัฐบาลโคลงเคลง พรรคร่วมกระเพื่อม พรรคฝ่ายค้านก็ตกอยู่ในสภาพรบกับคู่ต่อสู้ มีทะเลาะกันเองตลอดเวลา แถมองค์กรอิสระต่างๆ ก็อยู่ในสภาพที่ถูกตั้งคำถามสารพัดจริงๆ แล้ว น้ำท่วม อาจจะทำให้ดูเป็นจังหวะ พักยกทางการเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการทางการเมืองในตอนนี้ น่าจะเป็นอาการของทะเลสงบ ก่อนจะเกิดพายุใหญ่ เสียมากกว่า และที่น่าสนใจไม่น้อยกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) โดยใช้ปราสาทพระวิหารมาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงขั้นประกาศชุมนุมแบบไม่ชนะไม่เลิกในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย?

ถ้ามองถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนเสื้อเหลืองกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองฝ่าย มีความแนบแน่นขนาดไหน เพราะสังคมทราบกันดีว่า ตั้งแต่ที่พรรคประชาธิปัตย์ยังดำรงสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้าน และมี สส.บางส่วนได้เข้ามาร่วมหัวจมท้ายเช่นกัน เมื่อระยะเวลาผ่านไป การเมืองเกิดการเปลี่ยนขั้ว พรรคประชาธิปัตย์ได้มาเป็นรัฐบาล ปรากฏว่ากลายเป็นชนวนของรอยร้าวขึ้นมาทันที อาจเป็นเพราะการที่รัฐบาลตามใจพรรคร่วมรัฐบาลมากเกินไป จนกระทบพื้นที่ทางการเมืองของพรรคการเมืองใหม่
แต่ที่สำคัญ คือ การดำเนินคดีกับกลุ่ม พธม.ในกรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งพนักงานสอบสวนนำโดย พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีนี้ ได้เร่งทำคดีจนทำให้ศาลอนุมัติหมายจับแนวร่วมของ พธม.ไปแล้วหลายคน แม้ว่าต่อมาผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมด จะทยอยมามอบตัวและได้รับการประกันตัวชั่วคราวไม่ต้องนอนคุก เหมือนกับแกนนำคนเสื้อแดง แต่ก็ยังคงสร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นกับแกนนำคนเสื้อเหลือง เพราะคิดว่าการทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการถูกตบหน้าบนฐานความคิดที่ว่า “ไม่มีพันธมิตรฯ ประชาธิปัตย์ไม่มีวันเป็นรัฐบาล” เลยทำให้เกิดอาการหัวเสียหลายครั้ง


จนในที่สุด ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย ก็มาสะบั้นลง เพราะความเห็นไม่ตรงกันในทางการเมืองจากเรื่องเจบีซี สังเกตได้จากท่าทีของ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ถึงขั้นประกาศตัดความสัมพันธ์กับคนเสื้อเหลืองแบบคนไม่เคยรักกันมาก่อน ด้านหนึ่งแน่นอนว่า “การยกประเด็นชาตินิยม” กลายเป็นจุดอ่อนของกลุ่ม พธม.อย่างเห็นได้ชัด เพราะแทนที่จะใช้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลหลายเรื่อง ที่มีข้อบกพร่อง แต่กลับเลือกประเด็นเจบีซีมาใช้เป็นเงื่อนไขแทน ในการตัดสินใจใช้เรื่องนี้ มาจากการเล็งเห็นว่าจะช่วยสร้างกระแสให้ประชาชนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก

ทว่าการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา มวลชนส่วนใหญ่นั้นมาจากต่างจังหวัดเป็นส่วนมากถ้าเทียบกับคนเมืองที่เคยเป็นฐานมวลชนสำคัญของ พธม.ผลที่ตามมา คือจำนวนคนที่บางตาอย่างเห็นได้ชัด รูปธรรมของประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นจากการสามารถปิดการจราจรได้แค่เฉพาะถนนอู่ทองใน ซึ่งเป็นเพียงบางบริเวณของหน้าอาคารรัฐสภาเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าการเกณฑ์คนมีปัญหา
ถึงแกนนำ พธม.บางรายจะอ้างว่าบางส่วนติดปัญหาน้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาได้ แต่นั่นก็คงไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟังขึ้นมากนักเพราะหาก พธม.เชื่อว่าปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยจริง ก็สมควรที่จะดึงมวลชนใน กทม.เข้ามาร่วมขบวนรถคันนี้ จนมีคนจำนวนมากพอที่จะมาล้อมรัฐสภา เหมือนที่เคยทำได้กับรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แสดงให้เห็นว่ากระแสชาตินิยมปลุกไม่ขึ้น นอกจากการปลุกไม่ขึ้นแล้ว ต้องบอกว่ามาไม่ถูกที่ถูกเวลาเท่าไหร่ สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม พธม.เพราะเกิดท่ามกลาง สถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งเป็นปัญหาของชาติอยู่ในตอนนี้ ทำให้สังคมมองว่าไม่เหมาะสมนักหากจะเอาเงื่อนไขนี้มาต่อต้านขับไล่รัฐบาล ตรงกันข้าม ควรจะปล่อยให้รัฐบาลใช้กลไกที่มีอยู่ ลงไปบรรเทาปัญหาให้กับประชาชน

การกลับมาของกลุ่ม พธม.ครั้งนี้ไม่ได้รับการตอบรับมากนัก ขณะเดียวกันอาจจะโดนกระแสสังคมตีกลับและกังขา ด้วยซ้ำว่าทำไม พธม. ต้องออกมาเพิ่มอุณหภูมิให้กับการเมืองโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงการถูกถามด้วยว่าเป็นเพราะความไม่พอใจรัฐบาลในเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะคดียึดสนามบินที่กำลังจะมีการสรุปเร็วๆ นี้ใช่หรือไม่ ถึงได้หาเงื่อนไขออกมาสร้างกระแสชาตินิยมโจมตีรัฐบาลในเวลานี้ แต่การเคลื่อนไหวของ พธม.ก็ใช่ว่าจะไร้ผลเลยเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็สามารถทำให้รัฐบาลยอมถอยหนึ่งก้าว ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกันของรัฐสภาขึ้นมา เพื่อซื้อเวลาออกไป อันเป็นความสำเร็จของ พธม.ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การถอยของรัฐบาลครั้งนี้ก็ไม่ใช่ชัยชนะของ พธม.เลยเสียทีเดียว เพราะหาก พธม.ยังคงเน้นกระแสชาตินิยมต่อไปเรื่อยๆ คงเป็นการยากที่ พธม.จะก้าวพ้นช่วงขาลงเนื่องจากไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
ปัญหาที่เป็นประเด็นที่จะต้องเกิดขึ้นตามมา และต้องเกาะติดสถานการณ์ให้ดีจากนี้ไปคือ หากยุบพรรคประชาธิปัตย์แล้วจะเป็นอย่างไร? หรือหากว่าไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น! ถ้าจะว่ากันตามเทอมแบบประชาธิปไตยเต็มใบอย่างแท้จริงแล้ว การเลือกตั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550ไม่ว่าจะดันทุรังลากยาวกันอย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 4 ปี ตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ก็ต้องถูกเป่านกหวีดหมดเวลาในวันที่ 23 ธันวาคม 2554 หมดสิทธิ์ลากยาวไปมากกว่านั้น โดยไม่ยอมให้มีเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่ในวันที่ 24 ธันวาคม 2554 มีเรื่องแน่!!

ยกเว้นแต่ จะมีนายทหารบางคน บางกลุ่ม ที่อาจจะมีการออกมาเอ็กเซอไซส์ เพราะไม่ได้ยินคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ประกาศบอกว่าใน 4 ปีที่ดำรงตำแหน่งจะไม่มีการปฏิวัติ เพราะทหารและข้าราชการไม่ได้มีหน้าที่เป็นเครื่องมือให้กับนักการเมืองที่กอบโกยผลประโยชน์ของชาติถ้ามีปฏิวัติแล้วทำให้เลือกตั้งไม่เกิด ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ของประเทศนั่นแหละ
ตอนนี้หากมองกันตามเนื้อผ้า เฉพาะจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และอาการง่อนแง่น ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว แม้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะใช้คารมโวหาร เล่นคำในเรื่องการเลือกตั้งว่า ไม่ว่าอย่างไรก็เป็น “ปีหน้า” แน่นอน ส่วนวันไหน เดือนไหนไม่รู้ สะท้อนเห็นได้ชัดว่า นายอภิสิทธิ์เองก็รู้ดีว่า หากไม่ประกาศในเรื่องการเลือกตั้งออกมาเป็นระยะๆ แรงกดดันจะต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นพอมีจังหวะก็ถือโอกาสพูดเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศเสียหน่อยเป็นระยะๆหรืออาจจะฉวยโอกาสในการเป็น “มิสเตอร์โพเดียม” เรียกคะแนนพ่วงไปด้วย กับการที่ออกมาเล่นบทพระเอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ครบเทอม แม้จะอยู่ครบเทอมก็จะเป็นปีถัดไป แต่คิดว่าไม่อยู่ครบเทอม และมีเลือกตั้งแน่ในปีหน้า ซึ่งถ้าการเลือกตั้งเป็นไปโดยเรียบร้อยนั่นเป็นสิ่งที่ต้องการมากที่สุด
“ผมเคยพูดชัดเจนว่า ผมอยากจะแพ้การเลือกตั้งที่ทำให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความสงบสุข มากกว่าชนะการเลือกตั้งแล้วเกิดรุนแรง เพราะฉะนั้นก็หวังว่าปีหน้ามีการเลือกตั้ง และเป็นไปอย่างราบรื่น ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะทำให้เรื่องทางการเมืองมีความเป็นเสถียรภาพ และกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น” แน่นอนว่าพูดแบบนี้คนในพรรคประชาธิปัตย์ยังงงๆ เอ๋อๆ กันอยู่เลยว่า แล้วแบบนี้จะไปยังไงต่อ บรรดาแม่ยกขนลุกซู่ น้ำตาไหลพราก แต่สำหรับเวทีการเมืองแล้ว ทำให้ในพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็ต้องหันไปจับเข่าคุยกันใหม่เหมือนกันว่า ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ดีกับพรรคประชาธิปัตย์แน่ๆ

ผู้เขียน: พงศกร พงษ์ศิริ
Print This News