ภัยของคนจน ขบวนการมืดหลอกขายรถและขโมยกลับคืน แรกเริ่มคอยให้ความช่วยเหลือ เมื่อไว้ใจสุดท้ายก็กลับมาขโมยรถด้วยกุญแจสำรอง และไม่สามารถเอาผิดได้เนื่องจากมีผู้มีอิทธิพลหนุนหลัง เหยื่อซวยหนักผ่อนกุญแจหัวโตการต่อสู้เพื่อดำรงชีพของคนชนชั้นกลาง ไปจนถึงคนหาเช้ากินค่ำ มีอยู่มากมายทั่วทั้งประเทศในปัจจุบันนี้ การทำมาหากินอย่างสุจริตและอดทนของพวกเขา กลับต้องถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนไทยด้วยกันเอง เหมือนว่าทำดีไม่ได้ดี แต่ถึงกระนั้นยังมีคนบางคนที่ยอมต่อสู้เพื่อทวงสิทธิ์ของเขากลับมา

ที่สำนักงานพัทยาเดลินิวส์ ได้รับแจ้งจากชายคนหนึ่งว่า ต้องการมาพบที่สำนักงานพัทยาเดลินิวส์ เนื่องจากมีรถ 2 คันถูกขโมยไป จึงต้องการมาหาผู้สื่อข่าวเพราะอยากให้ช่วยติดตามข่าวนี้เป็นพิเศษ ผู้ชายสองคนก็เข้ามาหาเราที่สำนักงาน ผู้เป็นพ่ออายุประมาณ 60 ปี ลูกชายชื่อว่า นายปิยะ เขาเล่าว่า “เขามาจากต่างจังหวัดอยู่พัทยามานานมีอาชีพรับจ้างทำงานอยู่ในร้านบิ๊กบอย เฟอร์นิเจอร์ มาเป็นเวลา 10 ปีกว่า เจ้าของร้านให้การช่วยเหลือและให้คำปรึกษาตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง ปิยะมุ่งมั่นทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มาตลอด”
ปิยะ มีรถปิ๊กอัพ มิตซูบิชิสีน้ำเงินเก่าๆหนึ่งคัน ซื้อมาโดยมีนายจ้างเป็นผู้ค้ำประกัน ปัจจุบันก็ยังผ่อนชำระอยู่ เขาใช้รถคันนี้ในการทำงานขนของไปส่งลูกค้า และพอเสร็จจากงานก็ขอนายจ้างเอารถไปหารายได้พิเศษด้วยการรับจ้างขนของทั่วไป ปิยะซื้อรถคันนี้มาจากเซลล์แมนขายรถมือสอง ชื่อนายเอ (นามสมมติ) ซึ่งมีอาชีพขายรถมือสอง ทำธุรกิจโดยการซื้อขายรถในย่านพัทยา จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ปิยะผ่อนรถคันนี้หมดไปครั้งหนึ่ง ต่อมามีความจำเป็นต้องการใช้เงินก็เลยเอารถคันนี้ไปเข้าไฟแนนซ์ โดยไปติดต่อกับนายเอ ซึ่งเป็นคนขายรถคันนี้ให้ในครั้งแรก ด้วยความที่ขยันทำมาหากิน ปิยะซื้อรถกระบะ มิตซูบิชิ รุ่นแอโร บอดี้ คันสีขาวจากพี่ชายของภรรยา เพื่อเอาไปให้พ่อใช้เป็นรถรับจ้างอีกคัน ปิยะจึงได้วิ่งเต้นกับนายเอเหมือนเคย เขาต้องการเอารถสีขาวเข้าบริษัทไฟแนนซ์เพื่อนำเงินไปจ่ายให้เจ้าของรถ แต่ในขณะที่รอให้ไฟแนนซ์ตรวจสอบเครดิตต่างๆ ปิยะก็สามารถนำรถคันสีขาวมามาใช้ได้ในขณะที่รอให้ไฟแนนซ์ผ่าน

ส่วนพี่ชายของภรรยาปิยะต้องการซื้อรถเก๋งมาใช้แทน โดยนายเอเป็นผู้จัดหาให้เช่นเคย และดำเนินการในเรื่องไฟแนนซ์ด้วย แต่เนื่องจากพี่ชายของภรรยาต้องการที่จะเอารถไปใช้ก่อน ทางนายเอผู้ขายก็อนุญาตให้เอารถไปใช้ได้ แต่ให้ปิยะเอารถ มิตซูบิชิ สีน้ำเงินของเขา มาเป็นรถค้ำประกันไว้กับนายเอซึ่งปิยะก็ตกลง นายเอนำรถดังกล่าวไปจอดไว้ที่กระทิงลายโดยอ้างว่าเป็นที่จอดรถหรือเป็นอู่เก่าของเพื่อน ผ่านไป 2 สัปดาห์เมื่อเครดิตผ่านหมดแล้ว ปิยะก็โทรไปหานายเอ เพื่อต้องการไปรับรถที่ค้ำประกันคืน โดยนัดหมายไปรับรถเมื่อวันที่ 29 กันยายน เวลาประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ เมื่อไปถึงกระทิงลายนายปิยะได้เข้าไปเอารถและขับรถคันนี้มาจอดหน้าร้านบิ๊กบอย เมื่อเวลา 5 ทุ่มของวันที่ 29 กันยายน เช้าวันที่ 30 กันยายน รถมิตซูบิชิ สีน้ำเงินคันดังกล่าว ก็ยังจอดคู่กับรถกระบะสีขาวมิตซูบิชิ รวมกับกระบะอีกคันหนึ่งซึ่งเป็นรถของทางร้านจอดเรียงกันอยู่ 3 คัน ปิยะตื่นตอนประมาณตี 4 เพราะมีลูกค้าต้องการที่จะใช้รถ เขาจึงตื่นมาเพื่อจะขับรถสีขาวไปรับลูกค้า แต่เมื่อมาถึงที่จอดรถหน้าร้าน เขาไม่เห็นรถทั้งสองคันจอดอยู่ เหลือแต่เพียงรถคันเก่าของร้านคันเดียว ทั้งรถสีน้ำเงินและสีขาวของปิยะหายไป เขาจึงโทรศัพท์ไปหาพ่อผู้ซึ่งมีกุญแจอีกชุด ผู้เป็นพ่อได้ตอบว่าไม่ได้เป็นผู้เอารถไป ปิยะตกใจเขาเชื่อว่ารถถูกขโมยไป จึงโทรแจ้ง 191 ทันที สายตรวจได้เข้ามาตรวจสอบและซักถาม และมีการใช้วิทยุสกัด แต่ไม่มีวี่แววของขโมย

โชคยังดีที่มีคุณลุงขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เห็นเหตุการณ์ได้เล่าให้ฟังว่า เห็นคนร้ายไขรถ และขับออกไปอย่างง่ายดายแต่รถไม่มีน้ำมัน ปิยะจึงคาดการณ์ว่าคนร้ายจะต้องขับรถไปเติมน้ำมันแน่นอน จึงไปตรวจสอบและพบว่ากล้องวงจรปิดของปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ได้จับภาพคนร้ายเอาไว้ได้ เขาจึงรวบรวมหลักฐานมาให้กับนายตำรวจ และมีความเชื่อมั่นว่าด้วยหลักฐานที่เขารวบรวมมารวมไปถึงเรื่องราวต่างๆ น่าจะจับคนร้ายได้โดยเร็ว ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้ที่ขโมยรถไปต้องรู้จักกับปิยะดีและก็รู้การเคลื่อนไหว ว่ารถจอดอยู่ที่ไหนแล้วมีการใช้รถในช่วงเวลาไหนบ้าง อย่างไรก็ตามปิยะได้ทำตามคำแนะนำของสายตรวจ คือไปแจ้งความไว้ที่ สน.พัทยา และได้ลงบันทึกประจำวันไว้
แต่เหมือนเป็นโชคร้ายของปิยะ ที่นายเอผู้ต้องสงสัยมีหมายจับ แต่ยังไม่โดนจับเนื่องด้วยนายเอมีผู้มีอิทธิพลหนุนหลังอยู่ ปิยะได้รับโทรศัพท์ข่มขู่ให้ยกเลิกคดีนี้ แต่เขาไม่ยอมยกเลิกเขาจะสู้จนถึงที่สุด ทางเราได้สอบถามผู้เป็นเจ้าของเต็นท์รถต่างๆ หลายรายกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ในแต่ละวันจะมีรถเช่าถูกขโมยหายไป ไม่ต่ำกว่า 10 คัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งแทบทุกวัน แต่ส่วนมากก็ไม่มีความคืบหน้าของคดี กรณีรถหายไม่ได้เกิดขึ้นกับปิยะเพียงผู้เดียว แต่เพื่อนของปิยะหลายรายก็ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกันนี้ บางรายไม่ยอมต่อสู้เพราะเกรงกลัวอิทธิพล จนต้องย้ายออกจากพัทยาเพื่อไปหากินที่อื่น ผู้มีอาชีพป็นคนขับรถหกล้อรับจ้าง รถปิ๊กอัพรับจ้าง เหล่านี้ยืนยันได้เลยว่าเป็นหนี้กันหมด ทุกคนต้องกู้เงินจากธนาคาร ธกส.แล้วหาเงินผ่อนชำระ แต่น่าเศร้าที่รถรับจ้างเหล่านี้จะถูกขโมยอยู่เรื่อย ๆ

คดีรถหายในพัทยามีตัวเลขพุ่งสูงมาก แต่สวนทางกับจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้การได้รถกลับมาแทบเป็น “ศูนย์” ในคดีรถหายของนายปิยะ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในการกระทำของขบวนการมืด โดยผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งปิยะได้ทำการต่อสู้อย่างเต็มกำลังของคนจนๆ เพื่อหวังจะได้รับความชอบธรรมบ้าง และเรายังหวังว่าสุภาษิต “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” จะยังคงใช้ได้อยู่
Print This News
ดีนะคะ คนสื่อใจกว้างช่วยสื่อให้ ไม่งั้นจะไปร้องใครจะไปประท้วงกระโดดตึก หรือ จะไปประท้วงหน้าทำเนียบคิดไม่ออก มันตัน