นายกรัฐมนตรี สั่ง ตั้งคณะกรรมการสอบ การคุมขังแกนนำเสื้อแดง หลังมีพิรุธ ถูกแยกขังจริงหรือไม่ พร้อมยืนยัน ต่อเคอร์ฟิวอีก 2 วัน แต่ปรับลดเวลาลง รอศอฉ.ประชุมกำหนดอีกครั้งกรุงเทพฯ – วันนี้ (23 พ.ค. 53) เวลา 09.00 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวช่วงหนึ่งในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย ถึงการควบคุมตัวแกนนำเสื้อแดงว่า ได้ถูกควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานกาณ์ฉุกเฉิน ตรงนี้กลายเป็นประเด็นในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา อยากจะขอทำความเข้าใจว่าวิธีการในการดำเนิน การตามกฎหมายกับผู้ชุมนุมที่มอบตัว คือ ได้ใช้หมายการควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งในกฎหมายนี้กำหนดเอาไว้ว่าการควบคุมตัวนั้น ต้องไม่เป็นการควบคุมตัวที่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง หรือทัณฑสถาน ตอนที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเมื่อต้นเดือน เม.ย. ได้มีการกำหนดพื้นที่ที่จะควบคุมตัว บุคคล ที่จะมีการควบคุมตัวตาม พ.ร.ก. 6 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ค่ายนเรศวร ที่ชะอำ การตัดสินใจให้กลุ่มแกนนำไปที่ชะอำ นั้นก็เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานว่า พื้นที่ตรงนั้นน่าจะง่ายที่สุด ต่อการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุที่อาจจะแทรกซ้อนขึ้นมาได้ ในแง่ของมวลชน เมื่อมีการทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นควบคุมตัวแกนนำอยู่ ตรงนี้ คือ สิ่งที่เป็นเหตุผลว่า ทำไมแกนนำ จึงถูกนำไปที่ค่ายนเรศวร

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของการควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.นั้น แม้กฎหมายจะเขียนไว้ว่าจะไม่ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ที่กระทำผิด แต่ก็ไม่ควรที่จะให้มีการสื่อสารกัน มีการใช้เครื่องมือสื่อสารเพราะเป็นการควบคุมตัว เพื่อที่จะได้มีการสอบสวนขยายผล ดังนั้นเมื่อปรากฏข่าวออกมา ว่าคนเหล่านี้อยู่ด้วยกันมีการสื่อสารกันเอง และ กับโลกภายนอก ตนได้กำชับว่าการควบคุมตัวต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ และมาตรฐานของการควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.เช่นเดียวกับที่ได้ปฏิบัติมาในอดีต ต่อมาได้มีการยืนยันว่า ได้มีการแยกควบคุมตัวบุคคลเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า ภาพที่ออกมานั้น พี่น้องประชาชนที่ติดตามข่าวสารเห็นว่าพิรุธ ผิดปกติ ว่าสรุปเป็นการแยกขังจริงหรือไม่ เนื่องจากว่า รูปภาพที่ออกมาเหมือนกับผู้ถูกควบคุมอยู่ในห้องเดียวกัน หรือ ใช้เตียงเดียวกันเพียงแต่มีการสลับ ในการถ่ายภาพออกมา ซึ่งขณะนี้ได้มีการกำชับไปอีกให้มีการแก้ไขสถานการณ์ ให้รักษาการผบ.ตร. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเรียนว่าการปฏิบัติต่อแกนนำผู้ชุมนุมขณะนี้ ได้มีการแยกควบคุมตัวถูกต้อง ก็ต้องมีกระบวนการสอบสวนต่อเนื่องขยายผล ในคดีหลัก คือ คดีก่อการร้าย ซึ่งเมื่อการขยายผลตรงนี้ ทำไปก็ใกล้พร้อมแล้วก็จะส่งไม้ต่อ คนที่เข้าไปสอบสวนตอนนี้คือ ดีเอสไอ ซึ่งเตรียมนำส่งต่อ ขอหมายจับศาลในคดีก่อการร้าย จึงจะควบคุมตัวตามกฎหมายอาญาได้ ในเรื่องของคดีอาญา ซึ่งหากศาลไม่ให้ประกันต่อไปนี้ การควบคุมตัวก็จะเป็นการควบคุมตัวตามกฎหมายอาญาได้ สิ่งใดหากเกิดขึ้น และ ไม่ถูกต้องขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และ การปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ ต้องเป็นการปฏิบัติเหมือนกับบุคคลอื่น ๆ ซึ่งเป็นนโยบายชัดเจน ซึ่งตนได้มีการกำชับทุกครั้งเมื่อปรากฏข้อมูลหรือข้อเท็จจริง ที่บอกว่า มิได้ปฏิบัติการในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับทางฎหมายการนำบ้านเมืองเข้าสู่ความเป็นปกติ

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ประเด็นสุดท้าย สำหรับประเด็นความปลอดภัย ประชาชนมีความห่วงใยว่า สถานการณ์อาจไม่สงบนิ่ง โดยเฉพาะการให้ข่าวกับฝ่ายการเมือง ฝ่ายที่เป็นแนวร่วมกับผู้ชุมนุมว่าจะมีการต่อสู้ต่อไป เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะใช้วิธีทบทวนมาตรการต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน การประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งสิ้นสุดเมื่อคืนวาน ขณะนี้จะทบทวนหาความพอดี ระหว่างให้พี่น้องประชาชน เชื่อมั่นในความปลอดภัยกับการที่จะไม่ให้มาตรการดังกล่าวสร้างความเดือดร้อน กับประชาชนที่ประกอบอาชีพโดยสุจริต สำหรับคืนวันนี้ และคืนวันพรุ่งนี้ จะมีการประกาศเคอร์ฟิว แต่จะปรับเวลาให้เป็นช่วงตั้งแต่ 23.00 น.หรือเที่ยงคืน จนถึง 05.00น. หรือ 04.00น. ศอฉ.กำลังประชุมดูตรงนี้กันอยู่ คือ จะไม่เริ่ม 3 ทุ่ม ขอให้รอประกาศวันนี้ จะเป็น 23.00 น.หรือเที่ยงคืนและจะสิ้นสุดตี 4 หรือ ตี 5 ก็จะเป็นการผ่อนคลายโดยลำดับ จะประกาศ 2 วันก่อนและ จะมาทบทวนเป็นระยะ ๆ
ที่มา ไทยรัฐ
Print This News