ผช.ผบ.ตร.รักษาการแทนผบช.ภ.2 เรียกประชุมคณะทำงาน ติดตามผลความคืบหน้า คดีพ่อค้ายาบ้ายิงตำรวจชุดสืบสวนสภ.แหลมฉบัง เสียชีวิต 1 เจ็บ 1 แหลมฉบัง – วานนี้ (5 มี.ค. 2553 )เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.แหลมฉบังพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร.รักษาการแทนผบช.ภ.2 ได้เดินทางมาเรียกประชุมคณะทำงานติดตามผลคดีพ่อค้ายาบ้ายิงเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.แหลมฉบัง จนเสียชีวิตขณะล่อซื้อยาบ้า โดยในการประชุมนั้นก็เพื่อสรุปผลการติดตามตัวคนร้ายรายนี้ คือนายสุภัทรชัย แก้วชนินทร์ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 699 ส.ซอยจงประสาน ต.บ้านโขด อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ จ.ชลบุรี ทุกสถานีตำรวจได้นำภาพของคนร้ายที่ก่อเหตุไปสอบถามตามโรงแรม ที่พักแรมชั่วคราว ต่างๆ ที่คาดว่าคนร้ายจะไปเช่าหลบซ่อนตัวแต่ก็ไม่พบแต่อย่างไร ทางตำรวจคาดว่าคนร้ายยังคงหลบหนีไปไหนไม่ไกลคงยังอยู่ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ซึ่งคดีนี้ถ้ามีผู้ให้พักพิงแก่คนร้ายนั้นถือว่ามีความผิดเช่นกัน ถ้าประชาชนหรือผู้หวังดีท่านใดพบเห็นคนร้ายรายนี้ก็ให้รีบแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจใกล้เคียงให้รับทราบโดยเร็วเนื่องจากบุคคลดังกล่าวนั้นได้ก่อเหตุร้ายมาอย่างโชกโชนเป็นบุคคลอันตราย
ต่อมาเมื่อเวลา 11.30 น. พล.ต.ต.ธเนตร์ พิณเมืองงาม ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ได้เรียกประชุม สว.สส.ทุกสถานีตำรวจในจังหวัดชลบุรี ทั้ง 22 สถานี เพื่อเร่งหามาตรการวางแผนจับกุมคนร้ายที่ยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.แหลมฉบัง จนบาดเจ็บ 1 ราย เสียชีวิต 1 ราย และก็ยังยิงพลเมืองดีบาดเจ็บอีก 1 ราย ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่อุกอาจและสะเทือนขวัญประชาชน และคนร้ายยังถือว่าเป็นบุคคลที่อันตรายอย่างมากเนื่องจากเคยก่อเหตุมาแล้วอย่างโชกโชนรวมทั้งเคยพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขต สภ.เมืองชลบุรี มาแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องมีการวางแผนจับกุมคนร้ายรายนี้ให้ได้อย่างรัดกุมโดยเร็วเพื่อเป็นการป้องกันเหตุเกิดซ้ำสอง จึงต้องเร่งทำการติดตามจับกุมตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีก่อนที่คนร้ายจะไปก่อคดีเพิ่มอีกครั้ง
______________________________________________________________________________________
ข่าวเกี่ยวข้อง :
แก็งค้ายายิง ตร.ดับ1เจ็บ1 รองผบก.ภ.2 สั่งจับตาย!แก็งค้ายาบ้าเหิมหนัก ยิงตำรวจแหลมฉบังดับ 1 เจ็บสาหัสอีก 1 หลังตามจับกุมตัวแก๊งคนร้าย ด้านรองผบก.ภ.2 สั่งเจ้าหน้าที่กว่า 100 นายปิดเมืองไล่ล่ามือปืน หากขัดขืนวิสามัญได้ทันที
Print This News